สาระสุขภาพ

08Jan
2018

คำแนะนำผู้เป็นโรคเบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวาน หมายถึง การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดสูงกว่าปกติ สาเหตุจาก อินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดเข้าไปในเซลล์ต่างๆของร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

  คำแนะนำผู้เป็นโรคเบาหวาน  (Diabetes)

1) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรค

 โรคเบาหวาน  หมายถึง การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาล  (กลูโคส) ในเลือดสูงกว่าปกติ สาเหตุจาก อินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดเข้าไปในเซลล์ต่างๆของร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน  ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สืบเนื่องจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน  และตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ      หรือไม่มีการผลิตอินซูลิน จึงไม่สามารถนำกลูโคสเข้าสู่เซลได้อย่างเต็มที่  ทำให้ระดับน้ำตาลยังคงอยู่ในเลือดสูง  ถ้ามีการขาดอินซูลินอย่างสมบูรณ์  (เบาหวานชนิดที่ 1)  หรือถ้าอินซูลินทำงานไม่มีประสิทธิภาพ (เบาหวานชนิดที่ 2) จะทำให้น้ำตาลเกิดการสะสมเพิ่มมากขึ้นในเลือด  จนในที่สุดน้ำตาลจะเข้าสู่ปัสสาวะ  ทำให้เกิดอาการบ่งชี้ว่าเป็นเบาหวาน คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิวบ่อย  เหนื่อยง่าย  อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้  คือ เป็นแผลหายช้ามีการติดเชื้อบ่อย ๆ  สายตาพร่ามัว  น้ำหนักลดปราศจากสาเหตุ

ชนิดของโรคเบาหวาน  ประกอบด้วย

เบาหวานชนิดที่ 1

-  ระดับน้ำตาลสามารถเปลี่ยนแปลงจากระดับต่ำมากไปสู่ระดับสูงมากได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

-  ตรวจพบกลูโคสและคีโตนในปัสสาวะ

-  ร่างกายซูบผอม

-  อาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเกิดขึ้นบ่อย ๆในระยะเริ่มต้น จนทำให้ผู้เป็นเบาหวานเป็นกังวล  คือ

·        ปัสสาวะบ่อย

·        กระหายน้ำ

·        หิวบ่อย

·        น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุ

·        เหนื่อยง่าย

·        อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย

·        จิตใจสับสน

-  พบได้ทุกวัย  แต่ส่วนใหญ่พบในอายุต่ำกว่า  40  ปี

-  5-10  % ของผู้ป่วยเป็นเบาหวาน เป็นชนิดที่ 1

-  ต้องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองและฉีดอินซูลินเป็นประจำ

 เบาหวานชนิดที่ 2

-  ระดับน้ำตาลจะอยู่ในช่วงระดับกลางถึงสูงเป็นระยะเวลานาน ๆ

-  ตรวจพบกลูโคสในปัสสาวะ

-  ส่วนใหญ่ร่างกายจะอ้วน

-  อาการที่เกิดขึ้นค่อนข้างช้า  ไม่ชัดเจนหรือสังเกตได้ยาก  คือ

·        ปัสสาวะบ่อย

·        กระหายน้ำ

·        สายตาพร่ามัว

·        ติดเชื้อที่ผิวหนัง  ปาก และกระเพาะปัสสาวะบ่อย ๆ

·        แผลหายยาก

·        เสียวแปล๊บ  หรือชาที่ปลายมือ  ปลายเท้า

-  ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุเกิน  40  ปี

-  90-95 % ของผู้เป็นเบาหวาน เป็นชนิดที่ 2

-  ควรลดปริมาณอาหารลง

-  การออกกำลังกายช่วยลดระดับน้ำตาลได้

-  อาจต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลหรือฉีดอินซูลิน เพื่อช่วยในการรักษา

เบาหวานชนิดที่  3

                หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดเบาหวานมากขึ้น  เนื่องจากมีฮอร์โมนจากรกหลายตัว  ซึ่งมีผลต่อต้านการทำงานของอินซูลิน

เบาหวานชนิดที่  4

                เบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ   เช่น  ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง  การตัดตับอ่อนทิ้ง  โรคของต่อมไร้ท่อบางอย่าง  จากยาบางชนิด  เป็นต้น  ถ้าปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและไม่รักษาให้ระดับน้ำตาลลดลงสู่ระดับปกติทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนระยะเฉียบพลัน คือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว คือเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต เบาหวานลงปลายประสาท  โรคหลอดเลือดและสมอง ผู้ป่วยเบาหวานควรมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง พร้อมทั้งมีการตรวจไขมัน

  

2) ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

 

-  มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน

-  มีประวัติการคลอดบุตรน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า  4  กิโลกรัม

-  โรคของตับอ่อน  เช่น  ตับอ่อนอักเสบ

-  การได้รับยาบางชนิด  เช่น  สเตียรอยด์  ยาขับปัสสาวะ  ยาคุมกำเนิด

-  ความอ้วน

-  ขาดการออกกำลังกาย

-  ความเครียด

-  สูงอายุ

-  การตั้งครรภ์

 

3) การรักษา                                                                  

 

หลักสำคัญของการรักษาเบาหวาน  คือ  พยายามให้สมดุลของการเผาพลาญอาหารให้ปกติหรือใกล้เคียงมากที่สุด  ถึงแม้เบาหวานรักษาไม่หาย  แต่การรักษาเบาหวานที่มีคุณภาพนั้น  จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เป็นเบาหวานมีชีวิตที่ยืนยาว  ปราศจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และสามารถปรับตัวอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุข  ซึ่งการรักษาสมดุลของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั้น  ยังต้องควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคเบาหวานอีกด้วย  ได้แก่  ความดันโลหิต และไขมันในเลือด

1.       FBS หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร เป้าหมาย 90 130 มก. /ดล. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร

1-2 ชั่วโมง เป้าหมายน้อยกว่า  180 มอ./ดล.

2.       HbA1c  (น้ำตาลสะสมหรือค่าน้ำตาลเฉลี่ย)  หมายถึง ปริมาณน้ำตาลที่จับกับโปรตีนในเม็ดเลือดแดง (ตรวจทุก 3-4 เดือน)  เป้าหมายน้อยกว่า  7 %

3.       ความดันโลหิต (Blood Pressure) เป้าหมายน้อยกว่า  130/80 มม.ปรอท

4.       ไขมัน LDL-C (ไขมันไม่ดี) เป้าหมาย น้อยกว่า 100 มก. /ดล.

5.       Triglyceride (ไตรกลีเซอไรด์) เป้าหมาย น้อยกว่า 150 มก. /ดล.

6.       ไขมัน HDL-C (ไขมัน) เป้าหมายมากกว่า 40 มก. /ดล.

7.       SGPT (ตรวจการทำงานของตับ)  เป้าหมายอยู่ในระดับเกณฑ์ปกติ

8.       Creatinine  (ตรวจการทำงานของไต) เป้าหมาย อยู่ในระดับเกณฑ์ปกติ

9.       Microalbuminuria   ตรวจการทำงานของไต เพื่อดูแอลบูมิน (ไข่ขาว) ปริมาณน้อย ๆ ที่รั่วออกมาทางปัสสาวะ เป้าหมายอยู่ในระดับเกณฑ์ปกติ 0-20 มก. /ดล.

                                    

4)  ข้อควรระวัง

 

-             ลืมหรือละเลยการรับประทานยา หรือฉีดอินซูลิน

-             ลดขนาดยาหรืออินซูลินลง โดยไม่ปรึกษาแพทย์

-             เปลี่ยนแผนการรับประทานอาหารใหม่

-             รับประทานอาหาร หรือน้ำหวานเพิ่มขึ้น

-             ลดหรือละเลยการออกกำลังกาย

 

5)  คำแนะนำอื่น ๆ

 

-             ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ

-             เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโรค

-             ออกกำลังกายเสริมในกรณีไม่มีข้อห้าม

-             พบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

 

Share With your friends

ความรู้ทีน่าสนใจ

  • คำแนะนำการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ

  • คำแนะนำวิธีปฏิบัติตัวในผู้ป่วยปวดคอ

  • คำแนะนำเรื่อง การบริหารร่างกายในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก

© 2015 Bangkok Hospital . All rights reserved.
Cookie Policy
Privacy