สาระสุขภาพ

10May
2018

คำแนะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสบี (Viral Hepatitis B)

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสแพร่กระจายจากผู้ที่ติดเชื้อได้หลายหลายวิธีได้แก่ 1. ถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร 2. ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้ป่วยที่มีเชื้อ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรค

สำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ประมาณ 7 – 8 ล้านคน โรคไวรัสตับอักเสบบี จึงนับว่ามีความสำคัญมาก แต่ในปัจจุบันหลังจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีในเด็แรกเกิดทุกคนทำให้อุบัติการณ์ในคนไทยลดลง ประมาณร้อยละ 3 – 5

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสแพร่กระจายจากผู้ที่ติดเชื้อได้หลายหลายวิธีได้แก่
1.       ถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร เป็นสาเหตุการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย แต่ปัจจุบันการถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อลดลงมาก เพราะบุตรที่คลอดออกมาจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ

2.       ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้ป่วยที่มีเชื้อ

3.       ทางเลือด การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ การสัมผัสน้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำเหลือง

หลังจากที่ได้รับเชื้อตับอักเสบบีแล้ว บางรายไม่มีอาการ อาจอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่บางรายจะมีอาการอ่อนเพลีย
คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ตับโต ปัสสาวะน้อย ตัวเหลือง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2 – 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90% หายขาดได้ ส่วนอีก 10% เป็นชนิดเรื้อรัง ซึ่งสามารถเกิดเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการตรวจรักษา

วิธีที่จะรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัสบี มีทั้งยาชนิดฉีดและยาชนิดรับประทาน ซึ่งยาฉีดที่ได้ผลดีในปัจจุบัน คือ อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ต้องฉีดติดต่อกันนาน 4 – 6 เดือน โอกาสที่จะกำจัดเชื้อได้พบน้อยกว่า 5% แต่ช่วยลดความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้ประมาณ 40% และลดการเกิดตับแข็ง และมะเร็งตับได้ แต่อินเตอร์เฟอรอนก็มีข้อเสียคือ มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ ไทรอยด์เป็นพิษกำเริบ และอาการทางจิตประสาท เป็นต้น แต่อาการข้างเคียงเหล่านี้ ไม่ได้พบในผู้ป่วยทุกราย

ยาชนิดรับประทานที่ใช้ได้ผลดี คือยาลามิวูดีน (Lamivudine) รับประทานวันละ 1 เม็ด ติดต่อกันประมาณ 1 -1 ½ ปี ผลข้างเคียงน้อย ผลการรักษาใกล้เคียงกับอินเตอร์เฟอรอน แต่ข้อเสียคือ มักจะหยุดยาไม่ได้ ถ้าหยุดแล้วมักจะมีการอักเสบของตับเกิดขึ้นใหม่


การปฏิบัติตัวก่อน-หลัง       

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ควรปฏิบัติตัวดังนี้ ในครั้งแรก ควรไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ตรวจอัลฟาฟีโต
โปรตีน (AFP) ทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี และตรวจอัลตราซาวด์ทุก 1 ปี เพื่อจะได้ตรวจการทำงานของตับ และคัดกรองหามะเร็งตับระยะแรกๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ดื่มสุรา เพศชาย เพราะการที่สามารถตรวจพบมะเร็งระยะแรกๆ และขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร มีโอกาสที่จะผ่าตัดและหายขาดได้

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ควรปฏิบัติตัวดังนี้
1.       รับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบทุกหมู่ ทั้งปริมาณและคุณภาพ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา

2.       งดสูบบุหรี่

3.       ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ

4.       ห้ามดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งสารที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตับโดยเด็ดขาด

5.       ไม่รับประทานยาที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยาบำรุงต่างๆ

6.       ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเป็นระยะๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจการทำงานของตับ และคัดกรองหามะเร็งตับในระยะแรก

7.       หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจรักษาหรือต้องการเลื่อนนัดกรุณาติดต่อได้ที่คลินิกอายุรกรรม

โทร. 074-272800 ต่อ 2131, 2132  ตั้งแต่เวลา 07.00 – 19.00 น. หรือ โทร. 1719 ตลอด 24 ชั่วโมง

Share With your friends

ความรู้ทีน่าสนใจ

  • ค้นหาหรือรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้เตือนใจ

  • สัญญาณเตือน มะเร็งลำไส้ใหญ่

  • การตรวจค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่

© 2015 Bangkok Hospital . All rights reserved.